วัดพระบรมธาตุ จังหวัดตาก

วัดพระบรมธาตุ หรือ วัดพระบรมธาตุบ้านตาก ตั้งอยู่ที่อำเภอบ้านตาก จังหวัดตาก เป็นวัดเก่าแก่ตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง ซึ่งมีประวัติยาวนานตั้งแต่สมัย พระนางจามเทวี ล่องเรือเสด็จไปเมืองลำพูน หยุดพักบริเวณแห่งนี้ พบว่าเป็นเมืองร้าง จึงได้สั่งให้มีการฟื้นฟูบูรณะเมืองแห่งนี้ จนกลายเป็นชุมชนเมืองตาก รวมถึงวัดพระบรมธาตุบ้านตาก ยังปรากฏในศิลาจารึของพ่อขุนรามคำแหง ที่ทรงกระทำยุทธหัตถี ชนะศึกเจ้าเมืองฉอด บนเนินเขาใกล้กับพระบรมธาตุ ประมาณ 500 เมตร ต่อมามีการก่อเจดีย์รูปทรงสี่เหลี่ยมและนำพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ในพระเจดีย์ เพื่อเป็นที่บูชาแก่ชาวบ้านในเมืองตาก ต่อมา พระครูพิทักษ์พระบรมธาตุ ได้ไปนมัสการพระธาตุชเวดากอง ณ กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า ท่านจึงได้จำมาก่อสร้างองค์พระเจดีย์ เหมือนเจดีย์ชเวดากองล้อมคลุมองค์เก่าไว้ ปิดทองสวยงาม

มีเรื่องเล่าต่ออีกว่าในช่วงปี พ.ศ. 2519 มีชาวจังหวัดชลบุรีคนหนึ่งชื่อว่า นายทิพย์ หิงคานนท์ อดีตข้าราชการครู หลังเกษียณอายุราชการ ทำให้สุขภาพร่างกายเขาไม่แข็งแรงและล่มป่วยบ่อยครั้ง เขาเดินทางมาแล้วอธิษฐานต่อองค์หลวงพ่อทันใจ ณ วัดแห่งนี้ของให้หายป่วยและมีสุขภาพแข็งแรง และจะกลับมาทอดกฐินที่วัดแห่งนี้ 15 ปี ซึ่งคำอธิษฐานของเขาเป็นจริง เขาหายป่วยและสุขภาพดีขึ้นมาก ต่อมาในปี พ.ศ. 2520 นายทิพย์ จึงเดินทางมาพร้อมกับคณะญาติมาทอดกฐินที่วัดพระบรมธาตุ จังหวัดตากและเขาทำแบบนี้มาตลอด 15 ปี ตามคำอธิษฐาน จนกระทั่งเขาเสียชีวิตในวัย 89 ปี นับแต่นั้นมาก็มีผู้คนเดินทางมายังวัดพระธาตุเป็นจำนวนมาก

พระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร แห่งเมืองเชียงใหม่

พระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร ตั้งอยู่บริเวณ วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ดอยสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพระธาตุที่สำคัญที่สุดของเมืองเชียงใหม่และมีผู้เดินทางเข้ามาสักการะบูชามากในแต่ละปี พระธาตุดอยสุเทพ เป็นสิ่งก่อสร้างที่เป็นแบบศิลปะของล้านนาที่สมบูรณ์มากที่สุด เจดีย์ทรงเชียงแสน ฐานสูงย่อมุมระฆังทรงแปดเหลี่ยมปิดด้วยทองจังโก 2 ชั้น

พระธาตุดอยสุเทพ ถูกสร้างขึ้นในช่วงสมัยอาณาจักรล้านนา ประมาณปี พ.ศ. 1929 ถือว่าเป็นพระธาตุที่เก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งในสมัยพญากือนา ซึ่งพระองค์ได้อันเชิญพระบรมสารีริกธาตุองค์ใหญ่มาประดิษฐานไว้ในพระธาตุเพื่อเป็นที่บูชาของชาวเมืองเชียงใหม่ ในสมัยแรกๆพระธาตุไม่ได้สูงเหมือนในปัจจุบัน และในยุคแรกๆ มีการห้ามไม่ให้สตรีเข้ามาในบริเวณพระธาตุ

ต่อมาในปี พ.ศ. 2081 ในสมัยพระเมืองเกษเกล้า ได้โปรดเกล้าให้มีการต่อเติมพระธาตุให้มีความสูงขึ้นรวมถึงมีการนำทองคำรูปดอกบัวไว้บริเวณยอดเจดีย์ ต่อมาเจ้าท้าวทรายคำ ราชโอรสได้ทรงให้ตีทองคำเป็นแผ่นติดที่พระบรมธาตุ และในปี พ.ศ. 2100 สมัยครูบาศรีวิชัย มีการสร้างถนนขึ้นไปบริเวณพระธาตุ และมีการสร้างบันได หรือ บันไดนาค ขึ้นไปสู่พระธาตุในช่วงปี พ.ศ. 2453 รวมถึงมีการให้สตรีขึ้นไปสักการะได้เช่นกัน พระธาตุดอยสุเทพ มีการบูรณะหลายครั้งในถึงปัจจุบันถือว่าเป็นสถานที่หนึ่งที่มีผู้คนเข้ามาเยี่ยมชมจำนวนมากของจังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้พระธาตุดอยสุเทพยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติในวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2478 และปัจจุบันการเดินทางขึ้นไปไหว้พระธาตุสามารถเดินทางได้สะดวกทั้งรถยนต์ส่วนตัวและรถรับจ้าง นอกจากนี้ยังมีประเพณีการรับน้องขึ้นดอยของ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ด้วย

พระธาตุขามแก่น จ.ขอนแก่น

ดินแดนทางภาคอีสานก็เป็นสถานที่หนึ่งที่มีประวัติศาสตร์มายาวนานมาก ในสมัยขอมและทวาราวดี พระธาตุขามแก่น เป็นพระธาตุอยู่ในบริเวณวัดเจติภูมิ บ้านขาม อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น ถือว่าเป็นพระธาตุที่มีความเก่าแก่มากที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดขอนแก่น มีการสันนิฐานว่าพระธาตุแห่งนี้อยู่คู่บ้านขามมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว คาดว่ามีอายุประมาณ 2,000 ปี สร้างขึ้นโดยเจ้าเมืองสุวรรณภูมิ ซึ่งในปัจจุบันคือจังหวัดร้อยเอ็ด

ประวัติของพระธาตุขามแก่นบอกเล่าตามตำนานว่าเกิดขึ้นในช่วงที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ซึ่งชาวบ้านมีการสร้างพระธาตุเพื่อนำพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐไว้ ต่อมากษัตริย์เจ้านครโมรีย์ ได้นำพระอังคารไปไว้ที่นครของตน หลังจากนั้นอีกหลายปีต่อมามีการอัญเชิญพระอังคารธาตุบางส่วนมาบรรจุไว้ที่พระธาตุพนมในปัจจุบันด้วย บางตำนานกล่าวว่า บริเวณวัดเจติภูมิ เดิมเป็นพื้นที่ว่างเปล่าและเริ่มมีชาวบ้านเข้ามาตั้งถิ่นฐานบริเวณนี้ และพบว่ามีตอมะขามเหลือแต่แก่นต้นหนึ่ง ต่อมาพบว่าตอมะขามดังกล่าวนั้นมีการพลิใบ ผลิดอก สร้างความประหลาดใจแก่ชาวบ้านมาก และมีความเชื่อว่าใครที่ดูหมิ่นต้นมะขามนั้นจะมีอันเป็นไป ทำให้ชาวบ้านเกิดความเคารพและบูชาต้นมะขามดังกล่าว ชาวบ้านจึงร่วมกันสร้างเจดีย์ครอบตอมะขามนั้นไว้ พร้อมกับบรรจุพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า 9 ประการ และตั้งชื่อว่าพระธาตุขามแก่น

ในปัจจุบันมีการเฉลิมฉลองงานประเพณีประจำปีของพระธาตุซึ่งจะจัดในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 เพื่อสักการะพระธาตุโดยการ นำธูป เทียน ดอกไม้ ขันแปดเก้า ไหว้พระธาตุ

 

พระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร ธาตุศักดิ์สิทธิ์ของปีมะเมีย

พระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร ตั้งอยู่ในบริเวณ วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร อยู่ในเขตอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี มีการก่อสร้างประมาณปี พ.ศ. 2506 พระธาตุดังกล่าวนั้นตั้งเดิมมีประวัติที่คาดว่าเกิดขึ้นในช่วงสมัยพุทธศตวรรษที่ 20 ซึ่งเดิมทีเรียกว่า ดอยจอมทอง โดยลักษณะของพระธาตุจอมทองนั้นมีลักษณะศิลปกรรมของล้านนา คาดว่ามีอิทธิพลมาจากยุคฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่

วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร เป็นอีกสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ เราจะเห็นว่าวัดพระธาตุของเชียงใหม่นั้นมีศิลปะของล้านนา ผสมกับศิลปะของพม่า คาดว่ามีการก่อสร้างประมาณปี พ.ศ. 1995 โดยสองสามีภรรยาซึ่งอาศับอยู่บริเวณดอยม่อนจอง ซึ่งทั้งสองได้เริ่มก่อสร้างวัดขึ้นโดยเริ่มจากเป็นพระธาตุขนาดเล็ก ในขณะนั้นใช้ชื่อว่า วัดศรีจอมทอง ซึ่งตอนนั้นเป็นวัดขนาดเล็กและยังสร้างไม่เสร็จดีแต่น่าเสียดายที่สองสามีภรรยาคู่นี้ถึงแก่กรรมเสียก่อน ต่อมาประมาณปี พ.ศ.2009 วัดแห่งนี้ถูกสร้างเพิ่มขึ้นอีกโดยชายชาวบ้าน 2 คน คาดว่าอาจจะเป็นทายาทของสามี ภรรยาคู่นั้น พวกเขาได้ช่วยบูรณะและก่อสร้างวัดศรีจอมทองขึ้น มีการสร้างวิหารมุงหญ้าคาขึ้น ในตอนนั้นได้อาราธนาพระสารีปุตตเถระ มาเป็นเจ้าอาวาส

พระธาตุศรีจอมทอง เป็นสถานที่ประดิษฐานของพระทักษิณโมลีธาตุ และเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญเป็นที่สักการะบูชาของชาวเชียงใหม่อย่างมาก ความสวยงามและสถาปัตยกรรมที่สวยงามทำให้วัดแห่งนี้ได้รับการประกาศให้เป็นโบราณสถานแห่งชาติทันที รวมถึงสถานที่สำคัญอื่นในจังหวัดเชียงใหม่ด้วย ทั้งนี้นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาได้ด้วยรถยนต์ มาทางถนนทางหลวงหมายเลข 1 และเข้าสู่ถนนทางหลวงหมายเลข 106 ไปทางจังหวัดลำพูน และเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 108

พระธาตุลำปางหลวง

อีกหนึ่งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องเดินทางไปสักการะครั้งหนึ่งที่ วัดพระธาตุลำปางหลวง พระธาตุศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ตั้งอยู่ที่ อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง ห่างจากอำเภอเมืองลำปางประมาณ 18 กิโลเมตร พระธาตุลำปางหลวงมีการก่อสร้างและจัดวางองค์ประกอบได้อย่างสวยงาม อีกว่าเป็นวัดที่สมบูรณ์แบบที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดลำปาง ภายในบริเวณวัดนั้นมีพระธาตุลำปางหลวงเป็นพระประธาน ซึ่งมีนักท่องเที่ยวและชาวจังหวัดลำปางเดินทางมาสักการะกราบไหว้จำนวนมาก

ประวัติของวัดพระธาตุลำปางหลวง แต่เดิมนั้นตามตำนานกล่าวว่า พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระเถระสามองค์ได้เสด็จจาริกไปตามบ้านเมืองต่าง ๆ จนถึงบ้านลัมภะการีวัน หรือ บ้านลำปางหลวง ในสมัยล้านนาเมืองลำปาง ชาวบ้านได้มีการนำน้ำผึ้งและน้ำมะตูมบรรจุกระบอกไม้ไผ่มาถวายท่าน และพระพุทธองค์ได้นำเส้นเกศาของพระองค์มอบให้แก่เจ้าผู้ปกครองนครลำปาง ซึ่งต่อมาพระองค์ทรงตรัสให้ชาวนครลำปางก่อสร้างองค์เจดีย์พระธาตุลำปางหลวงขึ้นมาเพื่อเก็บรักษา เกศาของพระพุทธเจ้าไว้ เพื่อให้ชาวนครลำปางกราบไหว้เพื่อเป็นมงคลแก่ชีวิต

เดิมที วัดพระธาตุลำปางหลวงนั้นเป็นวัดเก่าแก่โบราณ สันนิฐานว่าสร้างในสมัยประมาณ พ.ศ. 2275 ในช่วงยุคล้านนา สมัยที่กษัตริย์นครลำปางเป็นผู้ปกครอง โดยวัดพระธาตุนั้นได้รับอิทธิพลจากพม่าในสมัยที่พม่าเรืองอำนาจซึ่งได้เข้ามาปกครองอาณาจักรล้านนาในสมัยนั้น ต่อมาได้ถูกค้นพบซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณซากเมืองโบราณลัมพกัปปะนครในขณะนั้น ซึ่งทางการมีการบูรณะซ่อมแซมบริเวณสถานที่ต่างๆของวัด และเป็นสถานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดลำปาง ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดลำปาง

พระธาตุศรีสองรัก จ.เลย

  พระธาตุศรีสองรัก นั้นก็ตั้งอยู่ที่ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย สร้างขึ้นประมาณ 450 ปีก่อน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรอยุธยาและอาณาจักล้านช้าง โดยมีลักษณะเป็นพระเจดีย์ก่ออิ,ถือปูนทรงบัวเหลี่ยม โดยในทุกๆ วันวิสาขบูชานั้นก็จะมีงานประเพณีนมัสการพระธาตุ โดยชาวบ้านแถวนี้นั้นก็จะนิยมนำเอาต้นผึ้งซึ่งทำมาจากขี้ผึ้งนั้นแหละเอามาสักการะกันทุกปี

ผมเชื่อนะครับว่าหลายๆ คนที่ได้มาด่านซ้ายนั้นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามนั้นก็คือการแวะไปกราบสักการะ พระธาตุศรีสองรัก เพื่อเสริมศิริมงคล โดยพระธาตุศรีสองรักนั้น ก็มีความสนใจเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ ความสำคัญและประวัติความเป็นมา ซึ่งตัวสถาปัตยกรรมนั้น ก็เป็นสิ่งที่โดดเด่นไม่เหมือนกับพระธาตุที่อื่นๆ มีสีขาวอันโดดเด่นทำให้หลายๆ คนที่ได้มาเยือนต่างก็ชื่นชมในสถาปัตยกรรมกันซะส่วนใหญ่ เพราะพระธาตุองค์นี้นั้นก็จะมีศิลปกรรมแบบล้านช้าง ก่ออิฐถือปูนมีความสูงอยู่ที่ประมาณ 30 เมตรด้วยกัน การเข้ามาสักการะพระธาตุศรีสองรักนั้นก็จะต้องอ่านข้อห้าม คำเตือนกันให้ดีๆ แล้วนะครับ แล้วถึงค่อยเดินขึ้นไปไหว็องค์พระธาตุที่ตั้งโดดเด่นมีความสง่มาอยู่มาก ในทุกๆ ปีในช่วงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 หรือวันวิสาขบูชานั้น ก็จะมีประเพณีนำต้นผึ้งหรือต้นดอกเผิ่ง นำมาบูชาและสักการะกัน โดยในแต่ละปีนั้นก็จะมีชาวด่านซ้ายและชาวจังหวัดเลยนั้นเข้ามาร่วมงานกันเป็นจำนวนมากนั่นเอง มีความเชื่อว่าถ้าหากใครนำต้นผึ้งมาถวายคำที่ขอนั้นก็จะเป็นจริงอีกด้วย อย่างไรก็ตามนั้นการขึ้นไปสักการะก็อย่างที่บอกควรอ่านข้อห้ามให้ดีๆ คือห้ามกางร่ม ห้ามนำอาหาร ห้ามสวมรองเท้า ขึ้นไปสักการะโดดเด่นขาด และความเชื่อที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ห้ามใส่เสื้อสีแดงขึ้นไป ห้ามมีของสีแดงขึ้นไป ดอกไม้สีแดงก็ห้าม เพราะอย่างที่บอกพระธาตุแห่งนี้นั้นก็สร้างขึ้นเพื่อวความรักความสมัคสมานกันนั่นเอง เพราะสีแดงเป็นสีของความรุนแรง เลือดเนื้อซึ่งก็ไม่ควรลบหลู่แต่อย่างใดหากใครผ่านไปแวะมาก็ลองแวะมาสักการะกันดูนะครับเพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ชีวิต

พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช จ. นครศรีธรรมราช

  พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช ตั้งอยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยสถานที่แห่งนี้นั้นก็น่าจะสร้างขึ้นเมื่อ 700 กว่าปีก่อน เป็นองค์พระธาตุแบบลังกาหรือถ้าคนที่มองนั้นก็อาจจะดูเหมือนเป็นทรงระฆังคว่ำที่มีขนาดใหญ่มาก ภายในนั้นก็จะบรรจุพระทันตธาตุของพระพุทธเจ้า โดยในทุกๆ ช่วงวันมาฆบูชาและวิสาขบูชา นั้นก็จะมีประเพณีแห่ผ้าขึ้นพระธาตุกันนั่นเอง

พระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช หรือที่ชาวนครเรียกกันติดปากกันว่า วัดพระธาตุ เป็นโบราณสถานสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก เป็นสิ่งที่สำคัญกับชาวเมืองนครศรีธรรมราชทุกคน โดยสัญลักษณ์ของจังหวัดนั้นก็จะมี พระธาตุอยู่ในนั่นด้วยเช่นกัน โดยพระธาตุนั้นก็ตั้งอยู่ภายในวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร โดยที่นี้นั้นก็เป็นที่บรรจุ พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า โดยทางด้านกรมศิลปากรนั้นก็ได้ประกาศให้วัดพระธาตุแห่งนี้นั้นเป็นโบราณสถานที่สำคัญที่สุดของภาคใต้นั่นเอง โดยพระธาตุนั้นก็จะมีลักษณ์เหมือนระฆังคว่ำ มีจุดเด่นๆ ที่ยอดของเจดีย์ ที่หุ้มด้วยทองคำแท้  โดยเค้าลือกันว่าในพระธาตุนั้นก็จะมีสิ่งของมีค่าอยู่ภายในอย่างมากมายเนื่องจากเมื่อก่อนมีประชาชนนำมาถวายกันนั่นเอง พิธีปฎิบัติที่สืบทอดกันมาแต่ช้านานนั้น ก็คือ การนำผ้าขึ้นธาตุ ซึ่งถ้าหากใครได้นำผ้าขึ้นพระธาตุนั้นคนโบราณก็จะบอกว่าขอเรื่องใดก็จะได้ทุกเรื่อง สิ่งนั้นก็จะเป็นจริงทุกประการซึ่งงานปีของที่วัดพระธาตุนั้นก็จะจัดยิ่งใหญ่ทุกๆ ปี มีประชาชนมาร่วมงานกันเป็นจำนวนมาก และสิ่งที่เป็นไฮไลท์ของที่วัดพระธาตุนั้นก็จะเป็นเรื่องของแสงอาทิตย์นะครับที่มองไปทางไหนก็จะไม่มีเงาของพระธาตุให้เห็นเลยนับได้ว่าเป็นสิ่งที่หาข้อพิสูจน์กันไม่ได้เลยทำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ทางด้าน ท.ท.ท. จัดว่าคือสุดยอดไทยแลนด์นั่นเอง

พระบรมธาตุไชยา จ.สุราษฎร์ธานี

 พระบรมธาตุไชยา นั้นก็ตั้งอยู่ที่ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยน่าจะสร้างขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ. 1200-1500 จุดประสงค์หลักนั้นก็น่าเพื่อจะเป็นสูนย์กลางของทางพุทธศาสนานิกายมหายาน โดยสิ่งที่โดดเด่นของพระบรมธาตุไชยานั้นก็น่าจะเป็นอิฐที่เรียงซ้อนกันนั้น ก็ยังสามารถที่คงทนสภาพเดิมเพราะที่นี้นั้นก็ยังไม่เคยที่ผ่านการบูรณะอีกด้วย ภายในพระธาตุนั้นก็จะมีระเบียงที่คดซึ่งประดิษฐานพระพุทธรูป 180 องค์ด้วยกัน

วันพระบรรมธาตุไชยาราชวรวิหาร นั้นก็เป็นวัดที่สำคัญคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดสุราษฎร์ธานี นะครับ เพราะเป็นที่ตั้งของพระบรมธาตุไชยา เป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นพระธาตุเดียวในประเทศไทยที่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของศีวิชัยได้อย่างชัดเจน โดยที่พระบรมธาตุไชยานั้นก็เป็นสิ่งที่สำคัญกับผู้คนในจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นอย่างมากเพราะเป็นสถานที่อันศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพบูชาของภาคใต้ โดยที่นี้นั้นก็จะเป็นสถาปัตยกรรมแบบศีวิชัยเพียงที่เดียงเท่านั้น ยังสามารถที่จะคงสภาพได้อย่างสมบูรณ์แบบอีกด้วยนั่นเอง โดยหลักฐานที่แน่ชัดนั้นก็ยังไม่มีใครที่จะพิสูจน์ได้เลยนะว่าใครเป็นคนก่อสร้าง แถมเจดีย์พระบรมธาตุนั้นก็ยังเป็นสัญลักษณ์ในตราจังหวัดของสุราษฏร์ธานีอีกด้วย ซึ่งถ้าหากใครมาเที่ยวที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีนั้นแล้วไม่ได้มาสักการะพระบรมธาตุไชยาแล้ว ก็เหมือนยังมาไม่ถึงนะครับ ถ้ามาแล้วคงต้องมากราบไหว้กันดูแล้วจะพบกับสถาปัตยกรรมที่สวยงามมีเอกลักษณ์เป็นความศีวิชัยจริงๆ

พระธาตุพนม จ.นครพนม

  พระธาตุพนม นั้นก็ตั้งอยู่ที่อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม โดยตามตำนานกันไว้ว่าก็น่าจะสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 8 โดยองค์พระธาตุนั้นก็มีความโดดเด่นเป็นอย่างมากมีทรงคล้ายกับกลีบบัวตูม โดยภายในนั้นก็ได้บรรจุพระสารีริกธาตุส่วนกระดูกหน้าอกของพระพุทธเจ้าเอาไว้ โดยพระธาตุพนมนั้นก็จะเป็นพระธาตุประจำปีของคนที่เกิดปีวอกหรือปีลิงนั่นเอง โดยในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปีนั้นก็จะมีงานนมัสการพระธาตุพนม

วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารนั้นก็จะเป็นที่ตั้งของ พระธาตุพนม ซึ่งบรรยากาศในการท่องเที่ยวนั้นก็จะคึกคักเป็นอย่างมาก ซึ่งเมื่อปี 2559 ที่ผ่านมานั้นก็ได้ตรงกับปีนักกษัตรปีวอก ซึ่งพระธาตุแห่งนี้นั้นก็เป็นพระธาตุประจำปีวอกนั่นเอง โดยการตั้งพระธาตุของที่นี้นั้นก็จะติดกับริมฝั่งโขง โดยเป็นพระธาตุที่มีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนาน ซึ่งทำให้ใครหลายๆ คนนั้นก็ต่างยกย่องกันว่าเป็นพระธาตุที่มีความเก่าแก่มากที่สุดในย่านอีสานอีกด้วย พระธาตุพนมนั้นนอกจากจะเป็นพระธาตุประจำคนที่เกิดปีวอกแล้วนั้นก็ยังเป็นของคนที่เกิดวันอาทิตย์อีกด้วยนะครับ ซึ่งก็เป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนมากมายทั่วทั้งสารทิศนะครับ ซึ่งไม่ใช่จะมีแค่คนไทยเท่านั่นะครับ คนลาวก็ยังนิยมเข้ามาสักการะกันเป็นจำนวนมาก โดยการจัดงานประเพณีของพระธาตุพนมนั้น ก็จะจัดในช่วงวันขึ้น 12 ค่ำถึงวันแรม 1 ค่ำเดือน 3 ของทุกๆ ปี โดยบรรยากาศในงานนั้นก็จะมีกลิ่นไอของความเป็นอีสานที่หาดูไม่ได้อีกแล้วนั่นเอง  ถ้าหากใครที่ผ่านไปผ่านมาในย่านนี้ก็อยากจะแนะนำให้เข้าไปกราบไหว้เพื่อเป็นสิริมงคลแต่ตนเองและครอบครัวนะครับ ยิ่งคนที่เกิดปีวอกถ้ามีโอกาสได้มากก็จะทำให้ชีวิตมีแต่ความสุขแน่นอนจากคำที่เค้ากล่าวขานกันมาแต่ช้านานนั่นเอง

พระธาตุแซ่แห้ง จ.น่าน

  พระธาตุแซ่แห้ง ตั้งอยู่ที่ อำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน  โดยตั้งอยู่บนดอยเล็กๆ ใกล้กับตัวเมืองน่าน เป็นพระธาตุประจำปีของคนที่เกิดปีเถาะหรือปีกระต่าย โดยมีลักษณะคล้ายกลับพระธาตุที่จังหวัดลำพูนเป็นอย่างมาก โดยในเดือนมีนาคมของทุกๆ ปีนั้น ก็จะมีประเพณีหกเป็ง ไหว้พระธาตุแซ่แห้ง ซึ่งก็จะเป็นวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมาแต่ช้านาน

พระธาตุแซ่แห้ง ถือเป็นพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองของชาวจังหวัดน่านเป็นอย่างมากเลยนะครับ ซึ่งก็ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเพียงแค่ 2 กิโลเมตรเท่านั้นเอง โดยพระธาตุแซ่แห้ง นั้นก็คาดการณ์กันไว้ว่าน่าจะมีอายุประมาณ 600 กว่าปี องค์พระธาตุนั้นก็มีความสูงอยู่ที่ประมาณ 55.5 เมตร ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมจตุรัส บุด้วยทอง ซึ่งเป็นโบราณสถานที่งดงามเป็นอย่างมากที่สุดของล้านนา อย่างที่บอกอะครับว่าในทุกๆ ปีก็จะมีงานนมัสการองค์พระธาตุทุกๆ ปี โดยจะจัดขึ้นประมาณวันขึ้น 11 ค่ำ ถึง 15 ค่ำเดือน 6 ของทางเหนือ ซึ่งก็จะตรงกับช่วงเดือนกุมภาพันธ์หรือต้นเดือนมีนาคมของทุกๆ ปีนั่นเอง โดยการก่อสร้างของพระบรมธาตุแซ่แห้งนั้นก็เป็นการก่อสร้างที่มีความวิจิตรอันงดงามเป็นอย่างมาก โดยคนเหนือเค้าก็เชื่อกันว่าถ้าหากได้มีโอกาสไปสักการะที่พระธาตุแซ่แห้ง กันนั้น ก็จะทำให้มีหน้าที่การงานที่เจริญก้าวหน้า กินดี อยู่ดี ทำให้ชีวตินั้นมีแต่ความสุขนั่นเอง ถ้าหากใครอยากจะมาสักการะที่พระธาตุแซ่แห้งนั้น ก็สามารถที่จะเดินทางไปได้ทุกวันเลยนะครับ ซึ่งก็จะเปิดให้เข้ามาสักการะตั้งแต่เวลาหกโมงเช้าจนถึงหกโมงเย็นนั่นเอง